Touhou Fanfic : 暗黒の巫女 : คนทรงรัตติกาล

บทแห่งฝันร้าย ตอนที่ 4 : รอยยิ้มที่หวนคืนพร้อมกับกลีบบุปผาร่วงโรย

 

อีกด้านหนึ่ง ที่ฮาคุเกียโรว หลังจากพวกยูยูโกะออกไปได้ 5 นาที โยวมุน้อยได้ตื่นขึ้นจากนิทราส่ายศีรษะมองรอบห้อง เมื่อรู้ว่าไม่มีใครอยู่นอกจากเธอ จึงเรียกหายูยูโกะ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับหรือเสียงฝีเท้า...ทำให้ตอนนี้...เธอเดินตามหาแม่ทั่วตำหนัก...

“คุณแม่คะ...อยู่ไหนคะ...”

เสียงของโยวมุร้องหาแม่ผู้เป็นที่รักของตน บรรยากาศยามราตรีที่แสนมืดมิด สายลมอ่อนอันแสนหนาวเหน็บพัดผ่านร่างสวมห่มชุดยูกาตะของเด็กน้อยจนเธอนั่งลงกอดอกตัวสั่น อยากเจอ...อยากเจอคุณแม่...คุณแม่คะ...มาหาโยวมุที...
 
ตูม!!

เสียงระเบิดทำลายความสงบ โยวมุร้องเสียงลั่นเอามือปิดหูน้ำตาไหลตัวสั่นกลัว เธอค่อยแหงนหน้าไปทางซ้ายอย่างกล้า ๆ กลัว เห็นแสงวาบสีแดงกับควันสีน้ำตาลบนท้องฟ้า

แม้ไม่รู้ว่า บริเวณนั้น กำลังมีอะไรเกิดขึ้น แต่มีแรงดึงดูดบางอย่าง ที่ทำให้เธอก้าวเท้า วิ่งออกจากฮาคุเกียโรว ไปยังต้นตอของแสงนั้น


----------------------------


ย้อนกลับสู่ลานกว้างใจกลางสวน แรงระเบิดเมื่อครู่นี้ ทำให้แผ่นดินสะเทือนและมีรูเกิดขึ้นบนพื้นเบื้องหน้าไซเกียวอายาคาชิ ตรงนั้นมีขวานใบคมขนาดใหญ่ที่จงอยปลายชี้ตรงปลายด้ามจับแหลมล่ามโซ่อยู่ ยูยูโกะที่ตอนนี้อยู่ทางซ้ายของขวานนั้นมองมันไม่กระพริบตา อายะที่สังเกตการณ์บนฟ้าตาโพลงค้างตกใจในสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่นี้ ซุยกะ เจ้าของขวานยักษ์ที่ซ่อนหลังม่านควันกำลังฉีกรอยยิ้มกว้างหัวเราะเบาให้ตัวเองได้ยิน

“เป็นอาวุธที่แปลกประหลาดและทรงพลังมากเลยนะคะ” ยูยูโกะถามเสียงใสเหมือนเด็กไร้เดียงสาพลางลูบใบขวาน นิ้วชี้ที่เธอสัมผัสมันนั้น ทำให้เธอรับรู้ว่า ขวานเล่มนี้ สามารถทำร้ายวิญญาณอย่างเธอได้เหมือนกับธนูที่เคยส่งเธอสู่นิทรา

“ขอบคุณที่ชม” ซุยกะคาดไว้ว่ายูยูโกะจะพูดประโยคนี้ออกมา ก่อนกระตุกโซ่ดึงขวานกลับมา ขวานยักษ์หมุนปักพื้น เกิดกระสุนสีแดง, น้ำเงินกระจายเป็นวงกลมเล็กก่อนหายไป เธอปลดโซ่ตรงปลายด้ามจับออก พันคล้องรอบเอวแล้วเริ่มอธิบาย

“เจ้านี่ คือเทนคูวบาคุฟุ(ขวานระเบิดสวรรค์) เมื่อใดที่เจ้านี้ปะทะกับพื้นพสุธา มันจะสร้างแรงระเบิดพร้อมกับสาดกระสุนใส่ ยิ่งออกแรงเยอะ ความแรงของระเบิดและปริมาณกระสุนก็จะมากขึ้นด้วยนะ”

ซุยกะยื่นหน้าเลียใบขวานยื่นแก้มถูด้ามจับไปมา ทุกครั้งที่ปลายลิ้นสัมผัสใบขวานสีเงิน อายะจะตัวสั่นขนลุกขึ้นมาทันที ถึงจะอยู่ไกลมองเห็นลางก็ตาม

“เห~ งั้นเหรอคะ แล้วคุณไปได้มาจากไหนเหรอคะ?” ยูยูโกะถามต่อ ซุยกะมองตาลอยสงสัย ผละตัวเองออกจากขวาน

“ได้จากไหนเหรอ?” ซุยกะตกใจกับคำถาม “เจ้านี่น่ะมันติดตัวฉันมาตั้งแต่แรกแล้ว”

ยูยูโกะเกิดความสงสัย ทำไมซุยกะถึงพูดว่ามีขวานใบใหญ่น่ากลัวมาตั้งแต่แรก เธอเคยพบซุยกะคุยกันบ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนบอกว่ามีของวิเศษอย่างอื่นนอกจากน้ำเต้าอิบุกิ บางทีขวานนั้นอาจได้รับจากเรย์มุก็ แต่ยังไม่แน่นอนซักทีเดียว และน้ำเต้าอิบุกิที่ติดตัวตลอดหายไปไหน หรือว่าเรย์มุชอบรสของเหล้าในน้ำเต้า จึงแอบขโมยและเปลี่ยนความทรงจำ

สิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ จนกว่าเธอจะได้ยินจากเรย์มุ...หรือจากปากของเจ้าของ...แต่ความเป็นไป...ค่อนข้างมากทีเดียว...

“เอาล่ะ หมดเวลาถามแล้ว เรามาสนุกกันต่อดีกว่า”

สิ้นวาจา ซุยกะก็ดึงขวานขึ้นแล้วทะยานออกไป แรงกดดันถูกปลดปล่อยออกมาจนเกิดแรงลมพัดไปถึงไซเกียวอายาคาชิ อายะมองเบื้องล่างไม่ละสายตา เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปนี้ คือเหตุการณ์ใหญ่ที่ดำเนินต่อเนื่องจากวันฟ้าทมิฬ ซึ่งค้นหาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ยากมากและยูยูโกะไม่ค่อยทราบเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้น เธอจะกระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่ได้

และหากยูยูโกะเกิดพลาดท่า...เธอจะได้ช่วยสนับสนุนต่อ...

ขวานที่หนึ่งสะบัดไปที่เอวซ้าย ยูยูโกะถอยหลังหลบ ขวานที่สองกระชากโซ่ขึ้นเอาขวานกระแทกพื้นดังตึงสร้างกระสุนสาดใส่ ยูยูโกะพลิกข้อมือขวาสร้างบาเรียขนาดเท่าลำตัวสีม่วงคุ้มกัน ซุยกะโยนขวานขึ้นพร้อมกับติดโซ่ฟาดลงผ่าครึ่ง ยูยูโกะเอนตัวหลบไปทางซ้าย ซุยกะกระชากโซ่กลับสะบัดหมุนรอบตัว ยูยูโกะกระโดดหลบขวานลอยเหนือศีรษะซุยกะสะบัดแขนทั้งสองออกยิงผีเสื้อวิญญาณสีม่วงใส่ ซุยกะหมุนขวานตั้งฉากทวนเข็มนาฬิกากันระเบิดผีเสื้อแล้วฟาดลงพื้น ยูยูโกะถอยหลังหลบพร้อมกับร่อนลงพื้น ใบขวานกระแทกพื้นพังพร้อมกับกระสุนที่สาดกระจายเป็นรูปครึ่งวงกลม ยูยูโกะสะบัดแขนเรียกผีเสื้อวิญญาณตัวใหญ่เท่าแขน 3 ตัวหมุนตั้งเป็นวงกลมกระแทกสลายกระสุนเหล่านั้นแทนพร้อมกับสาดคลื่นเคียวสายลม (คาไมทาจิ) จันทร์เสี้ยวสีม่วงอ่อนขนาดเท่าตัวเธอใส่ ซึ่งซุยกะกันมันโดยดึงขวานกลับมารับแทน

“หึ ๆๆ ไม่เลวนี่นา...” ซุยกะชม เธอกระโดดถอยหลังออกจากยูยูโกะประมาณ 7 เมตร “เห็นทีฉันต้องออกแรงซักเล็กน้อยซะหน่อยแล้ว~”

มือทั้งสองของซุยกะจับโซ่กำแน่น เธอดึงโซ่สะบัดขวานขึ้นโดยใช้แรงจากมือขวาที่จับเหนือมือซ้ายและหมุนมันเป็นวงกลมเหนือศีรษะเป็นใบพัดเร็ว จนฝุ่นรอบเท้าฟุ้งตลบ เสียงเหล็กเสียดลมนั้น ดังไปถึงอายะที่อยู่บนฟ้า

“รับไปซะ!”

เธอแผดเสียงลั่นและเขวี้ยงโซ่ออกไปทางขวา ใบขวานที่ลอยสูงค่อยลงต่ำลงกระแทกพื้นเสียงสนั่นแผ่นหินกระจายพุ่งตรงเป็นทางยาว ซุยกะจับโซ่แน่นขยับข้อมือขึ้นเล็กน้อย ตัวขวานค่อยเปลี่ยนทิศทาง กวาดโค้งไปทางซ้ายอย่างช้า ๆ   

พร้อมกันนั้น กระสุนที่เกิดจากแรงกระแทกได้เพิ่มมากขึ้น และทุกนัดหมุนรวมอยู่ในลักษณะพายุขนาดเล็กรวมเหลือตกค้างหลังขวานกระแทกพื้น เมื่อขวานกวาดใกล้ถึงตัวยูยูโกะ กระแสลมพลันระเบิดกระจายกระสุนกราดรวมพุ่งไปที่เป้าหมายของมันด้วยความเร็วสูง

ยูยูโกะหยิบเซนสึ (พัดจีนด้ามเล็กที่คลี่พับได้) ในแขนเสื้อขวาออกมากางหรี่ตามองห่ากระสุนพิจารณาการเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบ เธอค่อยเคลื่อนตัวถอยหลังหลบขวานแบบไม่รีบร้อนและลอยขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อยหลบห่ากระสุนชุดแรก เธอมองห่ากระสุนชุดถัดไปและพลิกข้อมือขวาขึ้นเรียกสเปลการ์ดออกมาปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วชี้และนิ้วชี้กลางที่ชิดกันทำให้มันสลายในบัดดลราวกับเล่นมายากล

“อดีตที่เลือนลาง...ราคะที่หลงเหลือ...แม้พยายามหวนนึกเท่าไหร่ แต่สุดท้าย...ข้า...ก็ยังไม่เห็นมันเลย...”

ลูกไฟวิญญาณสีน้ำเงินเทานับร้อยดวงปรากฏเรียงแถวหมุนเป็นวงกลมล้อมรอบยูยูโกะ มือขวาห่อหุ้มด้วยละอองสีม่วงอ่อนยื่นไปด้านหน้า

“ได้โปรด...ช่วยทำให้ข้าเห็นสิ่งเหล่านั้นที...คุณวิญญาณ...”

[สิ้นถิ่นฐาน「สิ้นตัวตน -กรรมเก่า-」]

ตูม!! ตูม!!

เหล่าลูกไฟวิญญาณพุ่งปะทะกับห่ากระสุนบังเกิดควันสีน้ำตาลที่ถูกสีของยามราตรีกลืนลอยหายไปในท้องฟ้า ขวานยักษ์ลอยกลับเข้ามือซุยกะ เธอมองเบื้องหน้าพยายามดูสภาพของเป้าหมาย แต่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากควันยังปกคลุมหนาอยู่

ขณะเดียวกัน เธอได้เห็นสิ่งหนึ่งพุ่งแหวกควันออกมา

แสงเลเซอร์สีเดียวกับละอองในมือยูยูโกะ 5 เส้นทะยานตรงด้วยความเร็วสูง ปลายเลเซอร์ที่แหลมคมเห็นเงาสะท้อน ทำให้ซุยกะคาดเดาถึงความรุนแรงของมันได้

และในช่วงที่เธอกำลังคิด...

ฉึก!

เลเซอร์...ก็ทะลุผ่านร่างเธอเสียแล้ว...

ตูม!!

ควันสีน้ำตาลกลุ่มใหม่บังเกิดขึ้นอีกจุดหนึ่ง ควันกลุ่มแรกจางลง เผยให้เห็นยูยูโกะที่กำลังร่อนลงพื้นไร้บาดแผล เธอคลี่เซนสึในมือปิดริมฝีปากหรี่ตามองเบื้องหน้า หากการโจมตีนี้สามารถปราบซุยกะได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะได้จับตัวสอบสวนเรื่องของเรย์มุ และในเวลานี้ ก็ใกล้ถึงเวลานอนของเธอแล้ว

แต่เพียงเท่านี้ ก็ยังไม่สามารถหยุดเธอคนนั้นได้...   

และเป็นจริงดังเธอคาด เมื่อกลุ่มควันกระจายออก ซุยกะก็ปรากฏขึ้นในก้มหน้าย่อตัวเอาเข่าขวายันพื้นกุมไหล่ซ้ายที่มีเลือดไหลไม่หยุด เธอคนนั้นค่อยเงยหน้าขึ้น สายตากับรอยยิ้มที่เคยสนุกสนานกับการดันมาคุและฆ่าคนมาตลอด ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นความโกรธแล้ว

“แกนะแก...” ซุยกะกัดฟันเคืองแค้นไม่เข้าใจ “ทำไม...ทำไมทั้งที่ฉันคิดว่า แกเหมือนกับฉัน...แต่ทำไมตอนนี้...ทำไมตอนนี้...”

ไม่มีเสียงตอบกลับจากราชินีโลกวิญญาณ สายตาที่ประดั่งจะเย้ยหยั่น ทำให้ซุยกะกุมไหล่แน่นมากขึ้นก่อนคลายออก บาดแผลนั้นบรรเทาลงแล้ว แต่เธอยังรู้สึกเจ็บใจมากกว่าถูกห่าเลเซอร์แทงทะลุทั่วร่างเสียอีก

ในตอนแรก เธอได้รับข้อมูลจากเรย์มุว่า ยูยูโกะเป็นพวกก่อกวนประสาทคู่ต่อสู้ด้วยเสียงที่สดในเหมือนเด็กไร้เดียงสากับรอยยิ้มที่ร่าเริงระหว่างดันมาคุ จึงตั้งใจจะเล่นกับผู้มีนิสัยคล้ายกันอย่างสนุกสนานก่อนจะจัดการสังหาร

แต่ในตอนนี้ คงจะทำแบบนั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะเป้าหมายของเธอไม่ได้เป็นไปตามที่เธอคิดไว้เลย และหากเธอมัวแต่เล่นอยู่อย่างนี้ เธอต่างหากที่จะถูกฆ่าเสียเองอีก

บ้าที่สุด...บ้าที่สุด...

บ้าที่สุด!!

เปลวเพลิงสีแดงสดพลันลุกโชนสูงรอบถึงศีรษะ สะเก็ดไฟโปรยเปลี่ยนพื้นรอบรัศมีซุยกะกลายเป็นสีดำไหม้ แรงกดดันทั่วทั้งใจกลางสวน แม้อายะจะลอยอยู่บนท้องฟ้า แต่เธอยังสามารถรู้สึกได้ถึงความรุนแรงและหนักแน่นของมันได้ ยูยูโกะสะบัดเซนสึพับเก็บ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับซุยกะสะบัดแขนขวาออก การ์ดสีแดงพลันปรากฏระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง และสลายเป็นเถ้าถ่านปกคลุมรอบตัวของเธอ

พริบตานั้น เปลวเพลิงที่ปกคลุมสูงขึ้น รอยแตกแผ่ขยายจากใต้เท้าออกทั่วทั้งสวน ยูยูโกะก้มมองหันดูรอยแตกที่ค่อยแผ่ออกไปด้านหลัง มีเพียงรอบไซเกียวอายาคาชิเท่านั้นไม่มีรอยแตกปรากฏ เธอไม่ตกใจหรือเสียการทรงตัวเพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ เนื่องจากกำลังลอยเหนือพื้น 2 เซนติเมตร

เธอหันกลับมองข้างหน้า ซุยกะเก็บขวานห้อยด้านหลัง เปลวไฟลุกโชนสูงขึ้นจนเห็นเพียงคอ เธอชูกำปั้นขวาขึ้นฟ้า

“พินาศไปซะ!!”

[ภูเขาไฟ「การล่มสลายของอารยธรรมโบราณ」]

ตึง!!

เสียงกำปั้นทุบพื้นแผ่นดินสั่นไหว รอยแตกเรืองสีแดงเพลิง รอยแตกรอบด้านซ้ายและขวาระหว่างทั้งสองแยกออก ด้านหลังซ้าย, ขวาของยูยูโกะเป็นแบบเดียวเช่นกัน ลาวาไหลขึ้นจากใต้ธรณี ไฟแมกม่าผุดพุ่งเป็นเส้นตรงเหมือนน้ำพุหลายสาย

ในขณะที่เธอกำลังมองสภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกร้อนขึ้นจนต้องคลี่เซนสึมาพัด แม้บรรยากาศรอบตัวจะไม่ทำให้เธอร้อนมากนัก แต่ทำให้เธอสนใจในซุยกะมากขึ้น ความสามารถของซุยกะและผลของการ์ดใบนั้นช่างน่ามหัศจรรย์เสียจริง ที่สามารถเปลี่ยนรอบตัวให้กลายเป็นเช่นนี้ได้

ตามปกติของสเปลการ์ดที่มีความรุนแรงมาก มักจะทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลง...นี่คือความคิดยูยูโกะ ผู้ถือสเปลการ์ดระดับสูงมากเป็นอันดับสองของแดนมายา

เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ทันใดนั้น เธอก็พบกับสิ่งหนึ่งลอยเหนือศีรษะ...

...มันคือ ลูกไฟยักษ์สีแดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตร...

เปรี้ยง!!

เสียงตบดังฉาดหนึ่งครั้งส่งลูกไฟใหญ่ลอยลับหายไปในท้องฟ้า เซนสึในมือยูยูโกะคลี่ออกติดควันหลังออกแรงตี เธอเบิกตากว้างโพลงค้างเพราะแปลกใจ หากช้าไปเพียงวินาทีเดียว เธออาจถูกทับกลืนไปแล้ว

แต่ทุกอย่าง เป็นไปตามที่เธอคิดไว้ คือความรุนแรงของการ์ดที่สัมผัสผ่านลูกไฟ ซึ่งต้องทำให้เธอต้องออกแรงมากกว่าปกติเพื่อตีมัน

“หืม~~ เร็วใช้ได้นี่” ซุยกะแสยะยิ้ม หวังเพิ่มความกังวลให้ยูยูโกะ “หวังว่า ชุดต่อไปคงจะทำได้แบบเมื่อกี๊อีกนะ อ่อ แล้วไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถึงเธอจะทำลายลูกใหญ่ได้ แต่มันยังแตกเป็นลูกเล็กได้อยู่ดี”

พูดเสร็จ เธอก็ทุบพื้นอีกครั้ง ครั้งนี้ลูกไฟยักษ์ถูกยิงออกจากหลุมแต่ละหลุมขึ้นฟ้าเหมือนถูกยิงออกจากกระบอกปืนของเรือใหญ่ จำนวนของลูกไฟที่ยิงออกมานั้น ทั้งหมด 15 ลูก ลอยบนฟ้า พระจันทร์ที่เหล่าเมฆเพิ่งลอยออกไป ถูกดวงอาทิตย์จำลองกลบในทันที

ยูยูโกะมองท้องฟ้าที่ตอนนี้ปกคลุมไปด้วยสีแดงลาวาของลูกไฟพิฆาต เธอเหลือบมองไปที่ไซเกียวอายาคาชิที่อยู่เบื้องหลัง หากเธอตีลูกไฟยักษ์ออกเหมือนกับตอนแรก เธออาจเสียท่าเนื่องจากจำนวนที่เยอะและทำให้ตัวสวนเสียหายหนักได้ ถึงสวนนี้จะสามารถซ่อมแซมได้ก็ตาม แต่ความรุนแรงของไฟนั้นมหาศาลมาก จนคาดการณ์ว่า ถ้าตกลงพื้น คงเป็นหลุมขนาดใหญ่ซึ่งใช้เวลาซ่อมนาน

เพราะฉะนั้น เธอจึงเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการ คือสลายพวกมันให้หายไป ถึงจะเป็นวิธีที่ลำบากและเสียพลังงานมากก็ตาม

แขนซ้ายสะบัดออก การ์ดสีม่วงอ่อนไหลจากแขนเสื้อเข้ามือ พัดสีม่วงยักษ์คลี่กางออกด้านหลังเอนขึ้นฟ้าสี่สิบห้าองศา ลูกไฟยักษ์เจ็ดลูกแรกค่อยร่วงลง ยูยูโกะสะบัดแขนชี้ขึ้น ฝูงผีเสื้อวิญญาณนับร้อยพร้อมเลเซอร์ยี่สิบเส้นพลันพุ่งหมุนเป็นเกลียวพายุ ห้าลูกถูกผีเสื้อชนระเบิดสลายไปทีละเล็กน้อยเหมือนดังโกะที่ถูกกินทีละน้อยอย่างรวดเร็ว สองลูกปะทะกับเลเซอร์ผ่าครึ่งและโดนผ่าซ้ำอีกครั้งด้วยเลเซอร์ชุดเดิมซึ่งย้อนกลับมา

กลุ่มควันปกคลุมหนาเหนือท้องฟ้า หกลูกที่เหลือแหวกควันร่วงลงอย่างรวดเร็ว การ์ดสีม่วงในมือยูยูโกะสลายเป็นละออง พัดยักษ์ขยายใหญ่ขึ้น ผีเสื้อวิญญาณสีฟ้าสามสิบตัวบินรวมตัวเป็นลูกบอลเล็กเหนือเซนสึที่ถือกางในแต่ละมือ สายตาของเธอเพ่งไปที่ลูกไฟยักษ์ แล้วตีลูกบอลทั้งสองขึ้นฟ้า พร้อมกันนั้น ยังสร้างลูกบอลแบบเดียวกันอีกสองลูกแล้วตีซ้ำออกไป

เมื่อลูกบอลใกล้ถึงเป้าหมาย ยูยูโกะจึงพับเซนสึทั้งหมด เป็นสัญญาณให้ลูกบอลทั้งหมดแตกกระจายกลับเป็นผีเสื้อ และเข้าปะทะกับลูกไฟยักษ์

[วิญญาณตระการ「โกสท์ บัตเตอร์ฟลาย」]

ตูม!! ตูม!! ตูม!!

แรงปะทะของกระสุนทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นเสียงระเบิดและควันลอยปกคลุมนภา แสงสีม่วงกัดกลืนลูกไฟยักษ์อย่างรวดเร็วซ่อนทับเป็นพลุผีเสื้อขนาดใหญ่ซ่อนในควัน คนที่มีสายตาดีอย่างซุยกะกอดอกชมศิลปะชั่วพริบตาอย่างสนใจ

โดยไม่ได้สังเกตรอบตัว ซึ่งตอนนี้...ยูยูโกะกำลังชี้เซนสึไปที่เธอโดยพัดมายาด้านหลังกำลังเรืองแสงเตรียมยิงเลเซอร์

แต่พริบตานั้นเอง ที่ยูยูโกะรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง เธอลดแขนลงเงยหน้าขึ้นฟ้า และต้องตาโพลงเมื่อเห็นสิ่งหนึ่ง...

หลังม่านควันที่ปกคลุมนภา ยังมีลูกไฟยักษ์อีกสิบลูก กำลังร่วงลงมาตามกฎแรงโน้มถ่วง

เรื่องมีอยู่ว่า ในตอนที่ซุยกะเรียกลูกไฟนั้น เธอได้ทุบพื้นซ้ำเพิ่มสองครั้ง เพื่อยิงลูกไฟอีกชุดซ่อนอยู่ด้านหลังชุดปกติ โดยไม่ให้ยูยูโกะสังเกตเห็น

ตอนแรก เธอคิดว่า คนระดับอย่างยูยูโกะจะสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยได้ จึงไม่คาดหวังกับสิ่งนี้มากนัก แต่เมื่อเห็นจำนวนโกสท์บัตเตอร์ฟลายที่ออกมาทำลายในจำนวนน้อย เธอจึงยิ้มหยันดีใจ ยิ่งเห็นสีหน้าหวาดวิตกของยูยูโกะแล้ว เธอก็เห็นภาพที่ตัวเองกำลังได้รับคำชมและฝ่ามือที่ลูบหัวจากเรย์มุชัดเจนมากขึ้น

อีกสามเมตร เหล่าลูกไฟจะสัมผัสพื้น ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ ยูยูโกะสะบัดแขนเรียกการ์ดไหลออกจากแขนเสื้ออย่างรีบร้อน การ์ดใบนี้มีสีม่วงอ่อนคล้ายกับการ์ดใบอื่น แต่มีละอองสีเดียวกันโปรยอยู่แม้จะยังไม่เริ่มใช้งาน

การ์ดที่มีสิ่งนี้ คือการ์ดที่ได้รับการเพิ่มความรุนแรง จนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ภายในทีเดียว

ตามปกติ เธอจะไม่ใช้มันจนกว่าจะเจอคู่ต่อสู้ที่รับมือลำบากเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เธอเริ่มยอมรับแล้วว่า ซุยกะแข็งแกร่งมาก

พัดมายาปรากฏขึ้นอีกครั้ง การ์ดสลายเป็นละอองปกคลุมกระตุ้นให้พัดเรืองแสงกลายเป็นสีม่วงเข้ม ละอองที่ลอยรอบพัด

อีกสองเมตรจะถึงตัว พัดในมือทั้งสองเรืองแสงสีม่วงอ่อน พัดมายาสว่างสีเข้มมากขึ้น ยูยูโกะกางแขนออก มหาพัดมายาพลันสาดกระสุนกลีบดอกไม้และเลเซอร์ทั้งหมดออกไปอย่างบ้าคลั่งปะทะกับเหล่าสุริยันมฤตยู

[ดอกซากุระ「งานเลี้ยงอาลัยไร้หวนแก้」]

ตูม!! ตูม!! ตูม!!

----------------------------

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งของสวน โยวมุน้อยกำลังวิ่งบนทางเดินเท้ากว้างอย่างรีบร้อน เสียงฝีเท้ารัวสลับราวกับเสียงดนตรีบรรเลงเต็มไปด้วย แม้อากาศจะเย็นและสายลมที่มาพร้อมกับการวิ่งจะพัดแรงก็ตาม แต่มีเหงื่อไหลออกจากหน้าผากชุ่มใบหน้า ความกังวลเพิ่มมากขึ้น

ตอนแรกที่วิ่ง เธอไม่เข้าใจว่า มีแรงจูงใจใดที่ทำให้เธอเริ่มก้าวเท้าสับขาวิ่ง เหมือนสิ่งที่ทำไป ไม่มีเหตุผล

แต่หลังจากวิ่งไปนับร้อยกิโลเมตร เหตุผลก็ค่อยเข้ามาในหัวสมองอันอ่อนเยาว์ของเธอ เรียงร้อยจับใจความรวมเป็นประโยคเดียว

ต้องปกป้องคุณแม่...ต้องปกป้องคุณแม่...ต้องปกป้องคุณแม่...

แม้จะเปล่งเพียงประโยคสั้น ๆ หลายครั้ง แต่ก็บอกถึงเจตนาของเด็กคนนี้อย่างชัดเจนนัก

อีก 2 กิโลเมตรจะถึงจุดหมาย...จู่ ๆ เธอก็ต้องหยุดวิ่งไม่ขยับไปไหน เงยหน้าขึ้นและดวงตาโพลงค้าง

...เพราะลูกไฟยักษ์ที่มารดาอันเป็นที่รักฟาดป้องกันตัวในตอนแรก กำลังลอยเหนืออยู่ศีรษะเธอ...

“นี่มัน...อะไรน่ะ...”

ตูม!!

เสียงระเบิดดังสนั่น บริเวณเคยมีพื้นกระเบื้องและสีน้ำตาลของกิ่งไม้ แปรเปลี่ยนเป็นหลุมใหญ่สีดำพื้นแห้งมีลาวาไหลตามรอยแตกแห้ง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตจิตใจเหลืออยู่...

นอกจากบนฟ้า...ที่มีเทนกุสาวกำลังบินด้วยความเร็วสูง โดยกำลังอุ้มคนสวนน้อยที่หลับตาสนิทมีน้ำตาหยดเล็กปริ่มตรงขอบตาสองข้างกำมือแน่นตัวสั่นอยู่

“แหม ๆ เกือบไปแล้วไหมละคะ”

โยวมุค่อยลืมตาขึ้นหลังจากได้ยินเสียงขี้เล่นของเทนกุสาว เธอกอดอายะแน่นร้องไห้จนคนโดนสะดุ้งความเร็วในการบินตกลง ก่อนจะตบหลังโยวมุเบา ๆ ให้สงบสติอารมณ์

ด้วยความเร็วในการบินของเผ่าพันธุ์ที่รวดเร็วสุดในเกนโซวเคียว เพียงครึ่งนาที อายะก็กลับถึงเรือนฮาคุเกียโรว เธอค่อยปล่อยโยวมุลงยืนบนพื้นอย่างนิ่มนวล รอยยิ้มพิมพ์ใจปรากฏบนใบหน้าของเทนกุสาว ก่อนจะลูบศีรษะของเด็กสาวเป็นการปลอบขวัญอย่างชะงักให้กำลังใจแทนการพูด

“ถ้าเป็นเช่นนั้น ดิฉันขอตัวก่อนนะ เรื่องคุณแม่เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เดี๋ยวดิฉันจะช่วยเอง”

เธอหันลำตัวกลับเตรียมทะยาน แต่ในช่วงนั้นเอง ที่มือซ้ายของเธอก็ถูกมือขวาของโยวมุจับรั้งแน่นไม่ให้ขึ้นฟ้า อายะหันมาจะบอกให้ปล่อย แต่จู่ ๆ เธอกลับตาโพลงตกใจ จนลืมเรื่องราวทั้งหมดไป

เพราะแววตาที่ไร้เดียงสาของโยวมุกลายเป็นดวงตาที่สุขุมราวกับเป็นคนอื่น หากมองแก้วตาลึกลงไป จะสัมผัสได้ว่า เด็กคนนี้กำลังขอร้องให้เธอทำบางสิ่งบางอย่าง...ที่อันตรายถึงชีวิต...


----------------------------


แฮ่ก ๆ...แฮ่ก...

เสียงลมหายใจเข้าออกเพราะความเหนื่อยล้า ยูยูโกะ พัดมายาด้านหลังเลือนมลายกลับเป็นละออง เธอก้มลงคุกเข่าเนื่องจากความเหนื่อยล้าถอนหายใจ หลังจากการป้องกันตัวเมื่อครู่นี้ ทำให้เธอสูญเสียพลังไปจำนวนมาก เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการใช้การ์ดพิเศษนี้

แต่ความจริง...มันไม่ควรทำให้เธอเหนื่อยถึงขนาดนี้...

ยูยูโกะหันสังเกตรอบตัว...มีโซ่เส้นหนึ่งที่โผล่จากรอยแยกเล้กกำลังพันข้อเท้าซ้ายอยู่ โซ่นั้นเรืองแสงสีทองค่อยดูดสีม่วงไหลตามโซ่ ซึ่งต้นทางของโซ่นั้น คือในแขนเสื้อซ้ายของซุยกะ...

...ยูยูโกะเห็นเช่นนั้นก็นึกออกและตกตะลึง ทำไมระหว่างรับมือกับลูกไฟยักษ์ เธอถึงไม่สังเกตหรือสัมผัสถึงมันได้เลย...

ช่วงที่ยูยูโกะสำรวจโดยรอบที่เปลี่ยนแปลงด้วยผลของสเปลการ์ดนั้น ซุยกะได้ใช้โซ่ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแทรกเข้าไปรอยแยกพื้นและควบคุมให้มันเลื้อยไปหน้ายูยูโกะอย่างช้า ๆ ซึ่งมันรัดข้อเท้า ตอนซุยกะเรียกลูกไฟชุดที่สองออกมาเรียบร้อยแล้ว

ลูกไฟเป็นเพียงตัวล่อ...แต่ของจริงนั้น คือโซ่ดูดพลัง...เมื่อยูยูโกะใช้การ์ดที่มีความรุนแรงสูงผสมพลังเวทย์ไปด้วย...แผนของซุยกะยิ่งสำเร็จมากขึ้น...

ยูยูโกะเงยหน้าขึ้น ซุยกะซึ่งเป็นศัตรู ยืนยิ้มดูเธออย่างสบาย ไร้ซึ่งรอยไหม้เพิ่มขึ้นจากเดิมเลยแม้แต่เล็กน้อย ทั้งที่ตอนระเบิดสเปลการ์ด เธอได้ส่งห่ากระสุนและเลเซอร์จำนวนหนึ่งไปหาซุยกะด้วย

ซึ่งทั้งหมด ถูกขวานระเบิดนภาหมุนตั้งฉากสลายอย่างง่ายดาย...

ใจกลางสวนกลับคืนสู่สภาพปกติเนื่องจากระยะเวลาของสเปลการ์ดหมดลง ความเหนื่อยล้าถาโถมร่างวิญญาณ แม้พยายามลอยขึ้นเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถลอยได้

อันที่จริง...เธอยังไม่มีแรงพอจะลุกเลยด้วยซ้ำ...

“เอาล่ะ เรามาทำให้จบกันเถอะ”

เสียงมัจจุราชในคราบยักษ์ดังปลุกความกลัว กระตุ้นให้ยูยูโกะหยิบเซนสึลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เธอเรียกผีเสื้อวิญญาณแบบระเบิดรุนแรงออกมา ซุยกะสลายมันในพริบตาด้วยการดีดนิ้วชี้ไปด้านหน้าเพียงครั้งเดียว เธอสะบัดนิ้วกลับเปลี่ยนมือขวาให้เรืองแสง ยูยูโกะยังคงยืนชี้เซนสึ หวังข่มให้ยักษ์สาวกลัว

แต่แน่นอน...คนที่เห็นสภาพเต็มไปเขม่าแขนขาเกร็งจนเกือบยืนไม่อยู่ จะคิดว่าคน ๆ นั้นยังมีกำลังต่อต้านอยู่อีกหรือ...

“ถึงจะน่าเบื่อไปหน่อย แต่ก็...นะ...”

แขนขวาคว้าคอยูยูโกะชูขึ้นลอยพื้น เสียงเซนสึร่วงลงพื้น สายตายักษ์สาวจ้องเขม็งบีบแน่นจนผู้โดนอ้าปากตาโพลงถลนแหงนหน้าขึ้นฟ้า...นี่เป็นครั้งแรก ที่คอของราชินีโลกวิญญาณได้สัมผัสกับการถูกรัดแน่น การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ระบบการหายใจเสียหายจนเสียชีวิต แต่เป็นการหยุดการขัดขืนได้อย่างชะงัก

ในเสี้ยววินาทีที่กำลังยกขวานปลิดชีพ เธอรู้สึกได้ถึงสายลมที่แรงผิดปกติ ก่อนปล่อยมือหลบเคียวสายลมสีเขียวอ่อนที่พุ่งมาผ่ากั้นระหว่างเธอกับยูยูโกะ ทั้งสองหันไปทางซ้าย มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ระหว่างพวกเธอ ในมือขวาถือดาบยาวชี้พื้นและสะพายปลอกดาบสีดำกับคาดปลอกดาบสั้น เธอคนนี้มิใช่ใครอื่นนอกจาก...

“โยวมุ...” ยูยูโกะตาโพลงน้ำตาไหลไม่อยากเชื่อในสายตาตัวเอง ทำไมเด็กคนนี้ถึงมาที่นี่ได้...

“โฮ่ เธอสินะ คอนปาคุ โยวมุ ในที่สุดก็ออกมาจนได้...” ซุยกะเปลี่ยนความสนใจไปที่โยวมุ “มาปกป้องนายหญิงของเธอใช่ไหมละ? มัวรออะไรอยู่ เข้ามาสิ!!”

ไม่มีเสียงตอบกลับ ท่าทางที่คอก้มจนเส้นผมปิดใบหน้าและริมฝีปากไร้รอยยิ้มเริ่มกระตุ้นความโกรธของยักษ์สาว

“เออ!! ในเมื่อไม่ยอมเข้ามา ฉันจะจัดการเจ้านายเธอเดี๋ยวนี้แหละ!!”

ซุยกะซัดเคียวสายลมจันทร์เสี้ยวสีม่วงเข้มด้วยขวานไปหายูยูโกะ โยวมุหายตัวโผล่เบื้องหน้ายูยูโกะฟันเคียวสายลมกลายเป็นละอองและทะยานออกไป ซุยกะซัดเคียวสายลมสามดอกและทะยาน โยวมุชักฮาคุโรวเคนฟันคลื่นสายลมเหมือนกับครั้งแรก จากนั้นจึงเก็บดาบชักโรวคังเคนออกมา ปะทะกับขวานยักษ์จนเกิดประกายไฟกับเสียงเสียดสีดังสนั่น ทั้งสองมองหน้าแต่ละฝ่ายห้าได้วินาที ก่อนถูกแรงผลักกระเด็นออกเอาเท้าถีบต้นไม้และกระโดดขึ้นฟ้าปะทะกันอีกครั้ง

สิบวินาทีผ่านไป เสียงคมอาวุธเสียดกันนับเกินยี่สิบครั้ง ต้นไม้รอบสวนถูกลูกหลงตัดโค่นล้มครึ่งหนึ่ง ซุยกะถอยสไลด์พื้นมองคู่ต่อสู้ของตนที่ตอนนี้ยืนอยู่ตรงหน้ายูยูโกะ ท่าทางการก้มศีรษะไม่เปลี่ยนแปลงของโยวมุ ยังคงขัดสายตาเธอเหมือนกับคราวแรก แต่เมื่อสบตาไปนาน ๆ มันกลับสร้างความหวาดหวั่นให้กับเธออย่างน่าประหลาด

ราวกับมีลางสังหรณ์บอกตัวเองว่า...ถ้าไม่รีบปิดบัญชี...เธอ...อาจเป็นฝ่ายฝ่ายแพ้...

ด้วยเหตุนี้ ซุยกะจึงพุ่งเข้าหาอีกครั้งหมายเผด็จศึก...

แต่ในพริบตานั้น โยวมุได้ปรากฏตรงหน้าเธอและ

ผัวะ!!

ใช้สันดาบฟาดใส่ลำตัวทันที

ร่างของซุยกะลอยหมุนขึ้นฟ้า สายตาอันเยือกเย็นมองเป้าหมายที่อยู่บนฟ้าตั้งฉากเหนือศีรษะของตนพร้อมกับหยิบสเปลการ์ดสีขาวออกมา

 “ยูวคิเคน (ดาบภูติผี)...โยวโดวกะคิโนะดันจิคิ...(การถือศีลอดของภูตโหยปิศาจน้อย) ”

โยวมุหายตัวบังเกิดแสงเส้นตรงสีขาวปรากฏขึ้นลากขึ้นฟ้า ลำตัวของยักษ์สาวกระตุกทันทีหลังถูกแสงฟาดผ่าน โยวมุปรากฏตัวทางซ้ายจ้องดวงตาเป้าหมายที่โพลงค้าง มือข้างถือดาบมีละอองสีขาวซึ่งเดิมเคยเป็นการ์ดลอยติดตามนิ้วทั้งห้า

“กะคิเคน (ดาบภูติโหย)” แสงสีขาวห่อหุ้มโรวคังเคนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เข้มกว่าครั้งแรก “กะคิโดวโซวชิ (นิทานแดนภูตโหย)”

โยวมุหายตัวฟันทะยานไปด้านหน้าตัวเองบังเกิดแสงเหมือนกับครั้งแรก แต่ครั้งนี้ ลำแสงได้เปลี่ยนเป็นห่ากระสุนสาดกระจายรุมไปที่ซุยกะ

ตูม!! ตูม!! ตูม!!

ควันสลายในพริบตา ซุยกะแหงนหน้าอ้าปากตัวไหม้ตาโพลง จากการโจมตีสุดหนักหน่วงสองครั้ง ทำให้สภาพของเธอในตอนนี้ ไม่สามารถขยับตัวได้ราวกับถูกสายไวโอลินตรึงทั่วร่างกาย

โยวมุกระโดดสูงขึ้นเหนือกึ่งกลางซุยกะ ในเวลาเดียวกันนั้น เมฆที่ปกคลุมดวงจันทร์หายไป ส่องแสงซ้อนทับพอดีกับร่างโยวมุ

“สุดท้าย...เกคโควเคน...(ดาบแสงจันทร์)” โยวมุดึงฮาคุโรวเคนออกมา แสงสีเงินได้ปกคลุมดาบและยืดออกจนมีความยาวเท่ากับโรวคังเคน

“ยะโยวโคว!! (แสงซากุระราตรี)”

ฉัวะ!!

ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น แสงสีขาวฟาดผ่านซุยกะจรดพื้น กลีบซากุระใบใหญ่เท่าดอกราเฟรเซียเจ็ดใบประดับทางที่แสงผ่าน หกใบประดับบนล่างซุยกะด้านละสามใบ อีกใบหนึ่งลอยทางขวาซุยกะ

แสงห่อหุ้มฮาคุโรวเคนหายไป เมื่อเสียงเก็บโรวคังเคนดัง กลีบซากุระทั้งหมดพลันส่องแสงวาบ

ตูม!! ตูม!! ตูม!!

กลีบซากุระแตกเป็นกลีบใบเล็กขนาดเท่าฝ่ามือเด็กทารกหลายร้อยใบโปรยประดับท้องฟ้าส่องแสงสว่างทั่วทั้งสวนปกปิดควันระเบิดสีขาว ท้องฟ้าในขณะนี้ ไร้ซึ่งร่างของอิบุกิ ซุยกะ...


----------------------------


โรวคังเคนถูกชักเก็บเข้าปลอกดาบเป็นอันสุดท้าย ยูยูโกะยังมองคนสวนไม่กระพริบตา คนที่อยู่ตรงหน้าใช่คนสวนคนนั้นใช่ไหม? ในที่สุด คนสวนที่รู้จักกลับมาแล้วใช่ไหม?...

“โยวมุ...นั่นเจ้าใช่ไหม?”

ในขณะยูยูโกะกำลังลุกขึ้น จู่ ๆ โยวมุพลันเอนเอียงเซไปมา ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้ม ก่อนล้มลงสลบไป...

“อืม...เป็นอย่างที่กล่าวไว้จริงสินะคะ...”

เสียงของอายะดังจากท้องฟ้า เธอร่อนลงพื้นเก็บปีกมองคนสวน ยูยูโกะหันมามอง เพราะไม่เข้าใจในคำพูดของเทนกุสาว

“อันที่จริง ดิฉันมีจดหมายอันหนึ่งจากเด็กคนนี้น่ะค่ะ”

อายะยื่นกระดาษสีขาวพับสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองทบให้ผู้รับ ยูยูโกะมองกระดาษแผ่นนั้น โยวมุ...เขียนมางั้นหรือ...

“เจ้าได้มาตอนไหนเหรอ”

“ตอนที่คุณกำลังสู้กับซุยกะน่ะค่ะ”

ยูยูโกะค่อยคลี่แผ่นกระดาษออก เธอสังเกตลายมือในแผ่นกระดาษ ตัวอักษรที่เป็นรูปแบบไคโฉะ(ตัวคันจิเขียนแบบเป็นทางการ) นี้ เป็นของโยวมุอย่างแน่นอน เธอมองไปที่หัวกระดาษและเริ่มอ่านทีละประโยค

ถึงท่านยูยูโกะ

     เมื่อท่านได้อ่านจดหมายนี้ แสดงว่าดิฉันได้ช่วยท่านจากซุยกะหรือท่านอายะพาท่านหนีแล้วมอบจดหมายให้ ข้อความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ มาจากของดิฉัน คอนปาคุ โยวมุตัวจริง ไม่ใช่คุณอายะปลอมแปลงลายมือแต่อย่างใด และต้องขออภัยด้วยค่ะ ที่ไม่ได้มีโอกาสคุยกับท่าน เพราะเวลาค่อนข้างเร่งรัดและเป็นห่วงสวัสดิภาพของท่าน


     ท่านยูยูโกะมิต้องเป็นห่วงดิฉันมากนักหรอกค่ะ ท่านไม่ใช่คนผิดหรอกค่ะ อันที่จริง...ดิฉันเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน...ที่ดิฉันพลาดพลั้งให้กับศัตรูไป... เพราะได้มีมีผู้หญิงคนคนหนึ่งแอบเข้ามาบีบคอซ้ำให้ตายในระหว่างที่ดิฉันสลบและท่านยูยูโกะกับคุณอายะไม่อยู่ ดิฉันรู้สึกตัวอีกทีอยู่ในมิติเสมือนคล้ายใจกลางสวนของที่นี่ และรู้สึกตัวอีกครั้ง ตอนที่คุณอายะช่วยจากลูกไฟยักษ์ เมื่อดิฉันเล่าเรื่องที่ประสบให้คุณอายะฟัง คุณอายะก็ประมาณการว่า ดิฉันถูกเธอคนนั้นควบคุมความทรงจำเปลี่ยนกลับให้อยู่ในวัยเด็ก แต่จะกลับมาเมื่อท่านยูยูโกะได้รับอันตราย ในตอนแรกดิฉันก็ไม่เข้าใจในคำพูดของคุณอายะเหมือนกัน แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่า ความทรงจำดิฉันจะกลับกลายเป็นเด็กน้อยอีกทีหลังช่วยท่านเสร็จ คุณอายะจึงสาบานว่าจะหาผู้หญิงคนนั้น และจัดการให้ เผื่อว่าดิฉันจะได้กลับเป็นปกติ ท่านโปรดเชื่อใจและให้ความร่วมมือคุณอายะเถอะค่ะ ครั้งนี้เธอไม่มีเจตนาร้าย ส่วนสาเหตุที่ทำไมดิฉันถึงเก่งขึ้น ระหว่างที่ดิฉันโดนผนึกได้ฝึกฝนตัวเองอยู่ในนั้น และเหมือนจะได้วรยุทธ์เพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน


    สุดท้ายนี้...ขอบคุณสำหรับอาหารและการดูแลนะคะ...

 

คอนปาคุ โยวมุ
 

หยดน้ำตาไหลออกจากดวงตาหยดลงกระดาษสีขาว น้ำตานี้มิได้เกิดจากความโศกเศร้าเหมือนกับวันอื่นที่ผ่านมา...

แต่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ที่ยังรู้ว่า คนที่เธอคิดว่าไม่มีวันกลับมายังสามารถหวนคืนมา...เธอจะรอและดูแลเด็กคนนี้จนกว่าจะถึงวันนั้น

ยูยูโกะโอบกอดโยวมุ ดวงตา เธอกลอกตาซ้ายมองอายะ แม้จดหมายที่คนสวนเขียนเป็นของจริง แต่เธอยัง...

“อายะ เจ้าจะทำตามในจดหมายจริงเหรอ?”

“แน่นอนค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่ดิฉันเพียงคนเดียว แต่มันเกี่ยวข้องกับทุกคนทุกในเกนโซวเคียว ถึงตอนนี้เรย์มุจะลบตัวเองออกจากประวัติศาสตร์ของเหล่ามนุษย์หรือโยวไคตนอื่นนอกจากพวกเรา แต่เมื่อพลังของเธอฟื้นเต็มที่ได้เมื่อไหร่ พวกเราคง...” อายะคุกเข่าขอร้อง “ได้โปรด ช่วยเหลือพวกเราด้วย”

เสียงหนักแน่นแสดงถึงเจตนาที่แท้จริงไร้ซึ่งการซ่อนเร้น ยูยูโกะยิ้มลูบหัวโยวมุ ลมหายใจสูดถอนออกจากช่องจมูกเบา ๆ สิ่งที่กล่าวมาคงเป็นความจริงสินะ...

“ตกลง...ข้าจะช่วยเจ้า...”

สิ่งหนึ่งสัมผัสกลางศีรษะอายะ เธอสะบัดปัดมันออกเห็นปุยหิมะร่วงหล่นก่อนเงยหน้าขึ้นเห็นปุยหิมะนับไม่ถ้วนโปรยลงมา  ยูยูโกะแบมือขวารับปุยหิมะอันหนึ่งลงกลางฝ่ามือ สีขาวบริสุทธิ์แสนไร้สิ่งเจือปนของสิ่งเล็ก ๆ นี้ ทำให้เธอยิ้ม

“หิมะเหรอ...หวังว่าปีนี้...คงไม่หนาวเกินไปจนทำลูกข้าเป็นหวัดนะ”

“นั่นสินะคะ” อายะยิ้มตอบกลับเงยหน้ามองฟ้าที่ปกมีหิมะ หวังว่าฤดูหนาวปีนี้และปีหน้า คงมีพายุเข้าและหิมะบริสุทธิ์แบบนี้ตกต่อไปอย่างแน่นอน


----------------------------


ในเวลาเดียวกัน หิมะนั้นก็กำลังโปรยลงบันไดทางขึ้นศาลเจ้าฮาคุเรย์ ซึ่งตอนนี้ กำลังมียักษ์สาวเดินขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรงและมีเขม่าติดตามทั่วร่างกาย

“เกือบไปแล้วไหมละ...” เธอพูดเสียงอิดโรย หากเธอไม่ใช้กระจกอสูรขนาดเท่าจานที่เธอเรียกออกมาป้องกันในวินาทีก่อนจะปะทะกับเพลงดาบซากุระ เธออาจหมดสติไปแล้ว

และแม้จะไม่บาดเจ็บมากนัก แต่บาดแผลทางใจนั้น ยากที่จะรักษาให้หายในวันเดียว...

เท้าขวาก้าวขึ้นเดินผ่านเสาโทริอิสีแดงอย่างช้า ๆ สีหน้าซุยกะซีดเซียวมากขึ้น ตอนนี้ เธอกำลังเรียบเรียงเหตุผลที่จะอธิบายภารกิจที่ล้มเหลวอย่างไร เรย์มุถึงจะไม่โกรธทำโทษเธอ

ขณะกำลังเดินอย่างเงียบ ๆ นั้น เธอก็ต้องสะดุ้งตกใจ...

เพราะเด็กผู้หญิงในชุดนอนกระโปรงยาวสีดำกำลังนอนเท้าคางมองด้านล่างยิ้มหัวเราะเยาะเย้ยคนเบื้องล่างบนหลังคาศาลเจ้า

“อลิส!?” ซุยกะตกใจ เมื่อเห็นการปรากฏตัวของเด็กสาว ซึ่งเวลานี้ ควรเป็นเวลานอนของเธอ เสียงหัวเราะที่เหมือนกวนประสาทของเด็กน้อย ทำให้เธอเริ่มหงุดหงิด

“หัวเราะอะไรของเธอน่ะ?”

“ซุยกะนี่...เหมือนตุ๊กตาจังเลยนะ”

“อะไรนะ!?”

“ซุยกะในตอนนี้ เหมือนตุ๊กตามากเลย...ตุ๊-ก-ตา ที่ ถูก-ทิ้ง น่ะนะ”

“หนอย! พูดอย่างนี้ก็สวยสิ” ซุยกะหยิบขวานออกมา ลืมอาการบาดเจ็บทั้งหมด

“เห~ จะเล่นเหรอ?”

เสียงดีดนิ้วดังเป๊าะ ตุ๊กตาผมทองชุดดำสามสิบพลันปรากฏเบื้องหน้าของอลิส แต่ละตัวเงยหน้าขึ้นพร้อมเพรียงกันและชูหอกตะวันตกสีเงินไปที่เป้าหมาย

ชิ้ง!!

ดาบสีเงินชี้กลางจมูกซุยกะหยุดการเคลื่อนไหวค้างในลักษณะเทนคูวบาคุฟุยกค้างเหนือหัว ตุ๊กตาทั้งหมดถูกอาวุธปริศนาติดเส้นด้ายกวาดออกทางซ้าย เจ้าอาวุธนั้นสะบัดตรงหยุดตรงหน้าอลิสเผยให้เห็นเหล็กไนสีทองขนาดเท่าฝ่ามือ ทั้งสองตัวสั่นหวาดกลัว ช่องว่างระหว่างพวกเธอ มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าถือและถือใช้อาวุธดังกล่าวอยู่

“ทะเลาะกันอีกแล้วนะ อลิส ซุยกะ”

เสียงหนึ่งดังมาจากในเรือนศาลเจ้า เท้าขวาที่สวมถุงเท้าสีขาวยื่นออกจากในเรือนศาลเจ้าชวนให้สองสาวสะดุ้งเฮือกและปรากฏให้เห็นหญิงสาวผมสีม่วงอ่อนปล่อยยาวถึงพื้นไร้โบว์ประดับถือกอดลูกกลมสีดำทมิฬ

เธอผู้นี้มิใช่ใครอื่น นอกจาก ฮาคุเรย์ เรย์มุ ผู้เป็นนายเหนือหัวของสองสาว

“บอกไปกี่รอบแล้ว ว่าอยู่ด้วยกันต้องทำตัวดี ๆ น่ะ...”

ดวงตาสีแดงมองอลิสที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นและหันมองเดินไปหาซุยกะที่ยืนในลักษณะเดียวกัน เรย์มุใช้เซนสึพับสีดำทมิฬในมือขวาปาดท้ายทอยที่เปื้อนเขม่า มองมัน เป่าเขม่าที่เปื้อนนั้นใส่หน้าซุยกะ และหยุดเดินอยู่ข้างเคย์เนะ

“ถ้าไม่เข้าใจกันอยู่ด้วยกันไม่ได้ล่ะก็...เห็นทีฉันจะต้องตัดใครซักคนออกจากกลุ่ม...รึไม่ก็จัดการทั้งสองเลย...ดีไหม?”

แรงกดดันแผ่ปกคลุมทั่วศาลเจ้าทวีความกลัว เซนสึคลี่ออกให้เห็นลายอสรพิษขอบสีขาวกับดอกเบญจมาศสีม่วง ตาของสองสาวมีน้ำตาปริ่มเตรียมไหล ภาพความทรงจำทั้งหมดของพวกเธอพลันปรากฏเข้ามาในมโนภาพ ไม่รอดแน่...ไม่รอดแล้ว...ครั้งนี้...

.
.
.
.
.
.
.

“ล้อเล่นน่า” เรย์มุยิ้มหัวเราะคิก ๆ “พวกเธอเป็นคนสำคัญของฉัน เรื่องอะไรจะทำแบบนั้นล่ะ พวกเธอทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ ขอแค่อย่ารบกวนฉันก็พอ”

เรย์มุพับเซนสึ เคย์เนะพลันเก็บกระบี่สะบัดอาวุธบินกลับเสกให้หายไปและลุกขึ้นโค้งคำนับเรย์มุหนึ่งครั้งก่อนหายตัวไป สองสาวที่รู้ว่าพวกตนรอดจากการทำโทษแล้ว จึงถอนหายใจโล่งอกทันที

“ซุยกะเธอไปอาบน้ำพักผ่อนได้แล้วล่ะ อีกหนึ่งสัปดาห์ค่อยมาเฝ้าประตูนะ ช่วงนี้คงยังไม่มีใครคิดมาที่นี่หรอก ส่วนอลิส เป็นเด็กเป็นเล็กควรนอนตั้งแต่หัวค่ำนะจ๊ะ”

“อืม/ค่า~ ท่านเรย์มุ”

สิ้นเสียง ซุยกะกับอลิสก็เดินเข้าเรือนศาลเจ้าทำตามที่เรย์มุสั่ง โดยขณะเดินเข้าไป อลิสก็บ่นให้ซุยกะฟัง

“ซุยกะดีจังเลยนะ ได้พักอีกแล้ว แต่ฉันนี่สิ ไม่ได้พักเลย”

“ไม่ต้องบ่น ฉันไม่เห็นเธอทำอะไรเป็นประโยชน์เลย”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ ฉันอุตส่าห์ถักผ้าพันคอให้คนอื่นกับทำโคทัตสึให้ท่านเรย์มุเชียวนะ”

“แล้วของฉันล่ะ!! ยัยโอตาคุตุ๊กตา!!”

“อ่าว!! ก็ซุยกะดันออกมาให้พวกฉันเห็นตอนกำลังถักนี่นา จะให้ทำยังไงล่ะ ฉันต้องทำเป็นชุดนะ ถึงจะมีอารมณ์ถัก คุณตุ๊กตายักษ์ผู้มอมแมม~”

“หนอย!! กล้าดีนะ อย่าให้ถึงพรุ่งนี้ รับรอง...”

หลังจากทั้งสองเข้าไปและเสียงเงียบไป เรย์มุถอนหายใจเบื่อหน่ายกับคนในอาณัติที่ไม่เคยลงรอยกันได้ ก่อนก้มมองลูกกลมสีดำลูบมันอย่างทะนุถนอม ตามเสียงที่ถูกเรียก

“ใช่ค่ะ...ดิฉันจะดูแลท่านจนกว่าจะถึงเวลาที่พวกเรา...เปลี่ยนเกนโซวเคียวให้กลายเป็นแดนแห่งความมืดมิด...ต่อให้มีอุปสรรคขวางท่าน...ดิฉันกับลูกน้องแสนซื่อสัตย์จะจัดการพวกมันให้หมดสิ้นอย่างแน่นอนค่ะ...ท่านโอโรจิ...”

----------------------------

 

 

 Touhou Fanfic : 暗黒の巫女 : คนทรงรัตติกาล

 

บทแห่งฝันร้าย ตอนที่ 3 : ดอกไม้วิญญาณที่ร่วงโรย

 

เดือน 11 วันที่ 27
20 นาฬิกา 50 นาที

 

ณ ฮาคุเกียโรว เรือนไม้โบราณชั้นเดียวที่มีสวนกว้างใหญ่ล้อมปกคลุม มีบุคคลสองคนกำลังสนทนากัน ในห้องนอนขนาดสี่เสื่อของตำหนัก

“วันนี้อาหารเย็นเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?” ไซเกียวจิ ยูยูโกะ หญิงสาวผมสั้นหยิกสีชมพูในชุดกิโมโนสีฟ้าคอปกบานสีขาวกำลังสวมชุดยูกาตะสีเขียวเข้มให้เด็กสาวผมสั้นสีขาวที่ตัวเล็กกว่าตนและกำลังขยับตัวไปมาจนสวมชุดให้ลำบาก

“อร่อยมากเลยค่ะ หนูไม่เคยทานอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย” เด็กสาวตอบ อาหารเย็นที่เธอได้รับประทานเสร็จในเวลาสิบแปดนาฬิกา คือ ชุดข้าวต้มน้ำซุปแกงกะหรี่กับซาชิมิโทโระย่างไฟ ที่ยูยูโกะพยายามปรุงให้ดีที่สุด เพื่อเด็กสาวที่ตอนนี้ร่างกายไม่แข็งแรง

“วันหลัง ทำให้หนูทานตลอดได้รึเปล่าคะ?”

ดวงตาสีน้ำเงินไร้เดียงสาจ้องริมฝีปากของหญิงสาวที่ค่อยยิ้มขึ้น

“ได้สิจ๊ะ แต่รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อนนะ ส่วนตอนนี้ ไปนอนได้แล้ว”

ยูยูโกะอุ้มเด็กสาวนั่งคุกเข่าวางนอนลงบนฟูกห่มผ้านวมคลุมถึงต้นคอ เธอลูบศีรษะเด็กสาวเบา ๆ ที่ยิ้มหลับตาแก้มแดงเหมือนลูกแมวตัวน้อย

“ราตรีสวัสดิ์นะ โยวมุ” ยูยูโกะละมือออกจากศีรษะ เด็กสาวลืมตายิ้มแป้นเอ่ยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข


“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ คุณแม่”
.
.
.
.
.
.
.
ดวงตาเล็กหลับลง เสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะ เมื่อเห็นลูกน้อยหลับสนิทแล้ว ยูยูโกะจึงลุกขึ้นลอยตัวต่ำออกจากห้องอย่างเงียบ  ๆ เธอหันกลับมามองยิ้มให้โยวมุที่กำลังหลับเล็กน้อย ก่อนเลื่อนประตูบานพับปิดลง


 “ผ่านไปอีกวันแล้วเหรอ...”

ยูยูโกะพึมพำหลังจากพาตัวเองลอยมาถึงสวนหินเซนกว้างรูปตัว“โคะ”( コ) กลางเรือน เธอนั่งลงบนทางเดินห้อยขาหยิบไดฟุคุสตอร์เบอร์รี่ในจานที่วางทิ้งไว้นานแล้วรับประทานและดื่มชาเขียวตาม ลมหายใจไร้ชีวิตที่ผ่อนออกหลังจากดื่มเครื่องดื่มปลดปล่อยความเครียดออกมา แต่ไม่ทั้งหมด เพราะเธอเอนศีรษะพิงเสามองด้านหน้าอย่างเลื่อนลอยหลังวางถ้วยชา


วันนี้...ความทรงจำของโยวมุ...ก็ยังไม่กลับมา...
.
.
.
วันพรุ่งนี้...เมื่อโยวมุตื่น...ความทรงจำจะกลับมาหรือเปล่า...จะเรียกเราว่า ท่านยูยูโกะ หรือเปล่า...
.
.
.
...ถ้าเป็นอย่างที่เราคิด...ก็ดีสิ...

 

-------------------------------

 

หลังจากยูยูโกะกับโยวมุเสียท่าให้กับเรย์มุในวันฟ้าทมิฬ อายะได้นำทั้งสองกลับเมย์ไคตามคำสั่งกึ่งขอร้องของมิมะ และทำการดูแลรักษาอาการของทั้งสองเพราะในฮาคุเกียโรวไม่มีใครอื่นอาศัยเลย นอกจากสองคนนี้เท่านั้น ทำให้เธอต้องวนเวียนไปมาระหว่างเกนโซวเคียวกับเมย์ไคตลอดเวลา

ยูยูโกะฟื้นเป็นคนแรกหลังจากผ่านไปหนึ่งวัน เนื่องจากร่างกายของเธอไม่ใช่กายหยาบและมีบาดแผลที่กลางอกเท่านั้น ทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว แต่สำหรับโยวมุนั้น...สาหัสมากกว่านัก...

เพราะถูกเขตแดนแผดเผาทั้งร่าง ทำให้ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า แม้รู้ว่าเป็นเช่นนั้น แต่ความกังวลของยูยูโกะก็เพิ่มมากขึ้น เพราะในตอนนั้น เธอควบคุมความแค้นที่เรย์มุฆ่ายูคาริไม่ได้ เลยทำให้ตัวเองบาดเจ็บ และทำให้คนรับใช้พลอยเดือดร้อนจนถึงชีวิตด้วย


จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ โยวมุได้ลืมตาตื่นขึ้น ยูยูโกะโผกอดคนสวนสาวด้วยความดีใจ ส่วนอายะโล่งใจทันทีที่รู้ว่าตนไม่ต้องวนกลับมาที่นี่บ่อยอีกแล้ว...


แต่สิ่งที่เปล่งออกจากริมฝีปากคนสวนสาว ทำให้หัวใจที่เปราะบางในตอนแรกของยูยูโกะแตกสลาย


“คุณแม่...เหรอคะ?”


ยิ่งนึกถึงวันนั้น ก็ยิ่งเศร้าใจ แม้ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ เรื่องทำความสะอาดสวนหลายร้อยโยชน์นั้น ไม่หนักหนาสาหัสเท่าไหร่ เพราะในสวนมีเหล่ายูวเรย์วนเวียนอยู่ และงานในบ้าน เธอก็สามารถจัดการด้วยตัวคนเดียวได้


แต่ต่อจากนี้...เธอจะทำอย่างไรกับโยวมุดี...ควรจะปฏิบัติกับเขาในสิ่งที่เขาเรียกตลอดไปงั้นเหรอ แม้จะเธอชอบที่โยวมุเรียกตาม แต่กลับรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป


ในห่วงที่ไร้ซึ่งกำลังใจ เสียงหนึ่งก็ได้ดังขึ้นจากฟากฟ้า  

 “สวัสดียามเย็นคะ คุณยูยูโกะ”

สายลมเย็นพัดผ่านสวนหิน คาราสึเทนกุสาวนาม ชาเมย์มารุ อายะ ตีปีกร่อนลงสู่พื้นยืนตรงเบื้องหน้ายูยูโกะ เธอสวมชุดคอปกแขนสั้นสีขาวพันผ้าพันคอกันหนาวสีน้ำตาลไหม้ สวมหมวกของเทงกุสีแดง ผูกเนคไทเป็นโบว์หัวห้อยลงสีดำ ท่อนล่างสวมกระโปรงสั้นสีดำระบายสีขาว และรองเท้านักเรียนหญิงที่ทำพื้นรองเท้าแบบส้นสูงสีแดง

“เจ้าเองเหรอ วันนี้มาช้าจังเลยนะ อายะ” ยูยูโกะเอ่ยเสียงเรียบกลับสู่อิริยาบทปกติ โบกแขนซ้ายตั้งฉากกับตัวเชิญชวนให้อายะนั่ง

“เผอิญวันนี้ ดิฉันมีธุระ เลยไม่ได้มาช่วยทำงานบ้านให้น่ะค่ะ คงไม่ทำให้คุณลำบากนะคะ” อายะหมุนตัวหนึ่งรอบกระโดดนั่งลง

“ไม่ลำบากหรอก” ยูยูโกะยิ้มส่ายหน้า “ได้ออกแรงบ้างก็ดีเหมือนกัน แถมเด็กคนนั้นก็ถูกใจอาหารที่ข้าทำซะด้วยสิ” เธอยืดแขนสอดนิ้วดึงเส้นทำท่าปวดเมื่อยแขน อายะหันมาสนใจกับท่าทางนั้น

“เห~ อย่างงั้นเหรอคะ~” 

อายะหยิบไดฟุคุกินครึ่งชิ้นและกินอีกครึ่งตามเงยหน้ามองเบื้องหน้า สวนที่มีเพียงหินก้อนใหญ่ปลายโค้งสูงประมาณสองเมตรครึ่งห้าก้อนตั้งกระจาย ทำให้จิตใจของเธอปลอดโปร่งและสงบทันที สัมผัสได้สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบหน้า แน่นอนว่าสิ่งนี้ ทำให้จิตใจของยูยูโกะในตอนนี้สงบเช่นกัน


และในเวลากับบรรยากาศเช่นนี้...ค่อนข้างเหมาะสมมาก ที่จะถามเรื่องนั้น...


“คุณยูยูโกะคะ...ดิฉันขอเสียมารยาทถามคำถามนี้หน่อยนะคะ...” อายะก้มหน้าเหมือนกำลังสำนึกผิดในสิ่งที่ตนกำลังจะถาม


“ตกลงว่า...ไม่สำเร็จจริง ๆ สินะคะ เรื่องความทรงจำของคุณโยวมุน่ะ...”
.
.
ยูยูโกะซึมเล็กน้อย เธอสั่นศีรษะหนึ่งครั้ง ขึ้นคำตอบ


“อืม ข้าลองทุกอย่างแล้วล่ะ ทั้งหยิบโรวคังเคนกับฮาคุโรวเคนให้เค้าสัมผัสหรือแกล้งทำให้เค้าลื่นล้ม...แต่ก็เหมือนเดิม...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย...”

“น่าเสียดายจริงค่ะ...แต่คุณก็รู้สึกดีเหมือนกันมิใช่เหรอคะ ที่อยากได้คนสวนน่ารักไร้เดียงสาอย่างนี้น่ะคะ” อายะพยายามพูดถึงข้อดี แต่เป็นข้อดีที่ไม่ช่วยทำให้ยูยูโกะรู้สึกดีขึ้นเลย
 
“ก็จริงน่ะนะ...ก็น่ารักดี...แต่...” ยูยูโกะเอานิ้วชี้ขวาเขี่ยพื้นไม้ไปมา


“นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการนี่นา...”


ความเงียบปกคลุมได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่าน ยูยูโกะหยิบชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง เธอวางแก้วลงรินชาแล้วดื่มอีกครั้ง จากสองถ้วย กลายเป็นสามและสี่ตามลำดับ จนชาในกาน้ำชาหมด ยูยูโกะมองหยดน้ำที่ร่วงจากปากถ้วยชา ก่อนวางมันลงเสียงดังเช็ดปากด้วยแขนเสื้อปาดเหมือนคนเมา สร้างความกลัวเล็กน้อยให้คนนั่งข้างเธอ


“โยวมุคนนี้น่ะ น่ารักมาก ไร้เดียงสา ไฝ่รู้ถามเรื่องที่ไม่เข้าใจ เชื่อฟังทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้รังเกียจเลย...แต่ว่านะ...ข้าเอง...ก็ชอบเด็กน้อย ที่เอาจริงเอาจังกับงาน สงบเสงี่ยม คอยดูแลปกป้องสถานที่แห่งนี้และติดตามข้าตลอดเวลาเหมือนกัน แม้จะเจออุปสรรคขวางกั้นมากเพียงใด ก็จะฝ่าฝันไปตลอด...นี่แหละ คอนปาคุ โยวมุ คนสวนครึ่งมนุษย์ครึ่งวิญญาณที่ข้ารู้จัก...ตอนนี้...เด็กคนนั้นไม่อยู่อีกแล้ว แต่ข้าก็ต้องดูแลลูกสาวคนนี้ แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่เข้าใจผิดก็เถอะ แต่ข้าก็ต้องปกป้องโยวมุที่บอบบางนี้จากภัยอันตราย”


น้ำเสียงอันเศร้าสร้อย คอที่ก้มตกชวนเกิดบรรยากาศหดหู่ อายะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำผิดมากขึ้น สิ่งที่ถามและพูดไปทำให้ยูยูโกะตกอยู่ในห้วงความเศร้ามากขึ้น แต่เพื่อความแน่ชัดแล้ว เธอจำเป็นต้องถามอีกคำถามหนึ่ง แม้เรื่องที่ผ่านมาจะเป็นการทำร้ายจิตใจจนไม่สามารถตอบอย่างมีสติได้แล้ว


“...หมายความว่า...คุณจะถอนตัวเรื่องเรย์มุเหรอคะ?”


คำถามสุดท้ายเปล่งออกมา สีหน้าของยูยูโกะแลเศร้าก้มหน้าเงยขึ้นผมบังตาเล็กน้อย ด้านหลังของเส้นผมที่คลุมมีตาสีน้ำตาลแดงไร้สีดำ


“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแหละ...ในตอนนี้น่ะนะ...”


อายะมองยูยูโกะแล้วพาลเศร้าตาม เธอเข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่สูญเสียสิ่งสำคัญไปเป็นอย่างดี เพราะไม่นานนี้ เธอเกือบเสียคนรู้จักคนหนึ่งไปในเหตุการณ์วันฟ้าทมิฬ แต่หากยูยูโกะถอนตัวจากการหยุดยั้งมิโกะสีดำในตอนนี้แล้ว จะไม่มีใครเป็นผู้นำการหยุดยั้งเหตุวิปลาศที่จะเกิดขึ้นในอีกสี่เดือนถัดไปได้ เพราะผู้ที่มีความสามารถสูงอย่างยูคาริถูกเรย์มุสังหารไปแล้ว เหล่าผู้ที่เก่งกาจคนอื่นก็ถูกเรย์มุควบคุมไปเสียแล้วสี่คน เจ้าของโรงเตี๊ยมนิรันดร์ โฮวไรซัน คางุยะก็ไม่สามารถออกนอกสถานที่ได้ และจะรบกวนเทพเจ้าประจำหุบเขาโยวไค ยาซากะ คานาโกะ แห่งศาลเจ้าโมริยะ ก็ไม่ได้ เพราะจะให้เทพเจ้าออกจากสถานที่ ๆ คาดว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักการโจมตีของเรย์มุไม่ได้เสียด้วย


หากความทรงจำโยวมุกลับคืนมา ยูยูโกะคงกลับมาร่วมมืออีกครั้ง แต่ถ้ากระตุ้นให้ความทรงจำกลับมาอย่างเร่งด่วน อาจทำให้ความทรงจำเปลี่ยนไปแบบไม่ใช่นิสัยเดิมก็เป็นได้... 
.
จะทำอย่างไรดี...ถึงมีเวลาเพียงพอในการวางแผน แต่ถ้าไม่คิดแผนล่วงหน้าก่อน เมื่อถึงเวลา...อาจจะสายเกินแก้เป็นอย่างแน่...
.
.
.
ตูม!!


เสียงเหมือนระเบิดลูกใหญ่หนึ่งลูกร่วงลงพื้นแล้วเงียบไป ดึงยูยูโกะออกจากภวังค์ความเศร้ากับเรียกอายะให้เงยหน้าขึ้น ควันสีขาวขุ่นลอยขึ้นเป็นเส้นยาวตัดกับท้องฟ้าอันมืดมิดบริเวณใจกลางสวน ยูยูโกะเห็นเช่นนั้น จึงหันไปหาอายะ ขยับริมฝีปากไม่เปล่งเสียงส่งสายตาที่เยือกเย็นกับพยักหน้า อายะพยักหน้ารับทราบถึงสิ่งที่ยูยูโกะสื่อถึง และทะยานขึ้นฟ้าไปพร้อมกัน

ยูยูโกะบินเอื่อย ๆ นำหน้า ถัดด้วย อายะที่บินห่างเล็กน้อยเป็นการให้เกียรติต่อราชินีโลกวิญญาณ ทั้งสองต่างมีความกังวลเหมือนกัน

เกิดอะไรขึ้น...ในสวนนั้น

 

-------------------------------

 

เมื่อมาถึงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นลานกว้างพื้นกระเบื้องใจกลางสวนที่มีไซเกียวอายาคาชิ ต้นไม้ภูติที่ไม่มีวันผลิบานปลูกกลางลานใหญ่เพียงต้นเดียว พวกเธอก็ไม่พบอะไร อายะเดินสำรวจรอบลานกว้างรอบหนึ่งเพื่อความมั่นใจ ซึ่งเธอไม่พบสิ่งที่ผิดปกติเลย ยูยูโกะกวาดสายตาลอยมองหลังต้นไม้ที่ล้อมรอบลานกว้างเผื่อ แต่ก็ไม่พบอะไรเช่นกัน


น่าแปลกจริง ก็เห็นควันลอยมาจากตรงนี้นี่นา แล้วทำไมถึงไม่มีใครอยู่ล่ะ...


จนกระทั่งเมื่อสำรวจโดยรอบเสร็จ จึงเหลือเพียงบริเวณไซเกียวอายาคาชิเท่านั้น ซึ่งความเป็นไปได้ในการเจอเป้าหมายต่ำมาก แต่พวกเธอต้องสำรวจไว้ก่อน อาจพบสิ่งไม่คาดคิดได้


และเมื่อพวกเธอเดินถึงไซเกียวอายาคาชิ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างหลัง


“ในที่สุดก็มาจนได้ รอให้เบื่อเลยนะ”

เด็กสาวคนหนึ่งเดินออกจากพุ่มไม้ในความมืด เธอมีผมสีน้ำตาลยาวถึงเข่ามัดปลายผมด้วยโซ่ ดวงตาสีส้มเจือดำอันมืดมน ส่วนสูงที่ประเมิณทางสายตาได้ว่ามีความใกล้เคียงกับอายะ สวมชุดฮาคามะสีแดงมืดลวดลายเส้นตวัดสีขาวแขนยาวเหมือนจูนิฮิโตะ ช่วงล่างสวมกระโปรงยาวสีเดียวกับชุดผ่ากลางออกเผยให้เห็นกระโปรงสั้นสีดำยาวถึงเข่า มีขวานไม้ด้ามยาวคมสีเงินใหญ่ลอยเหนือด้านหลังอีกอย่างหนึ่ง ยูยูโกะแปลกใจกับการปรากฏตัวของเธอคนนี้และแปลกใจที่ตัวเองพลาดสำรวจบริเวณที่เด็กสาวออกมาได้อย่างไร อายะรู้สึกคุ้นเคยเด็กคนนี้อย่างน่าประหลาดราวกับว่า เคยพบคุยกันมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งบนศีรษะของเด็กคนนั้น...เขาคู่สีน้ำตาลที่หงิกงอ...

 


“นั่นมัน...คุณซุยกะ!”

อายะอุทานเอามือปิดปากที่หยุดหุบไม่อยู่ ยูยูโกะเห็นท่าทางของอายะก็แปลกใจ คนที่อยู่ตรงหน้าพวกเธอ คือยักษ์ตัวน้อยชอบดื่มสาเกกับชอบเล่นดันมาคุเป็นงานอดิเรกหรือ แล้วทำไมร่างกายถึงสูงขึ้น น้ำเต้าอิบุกิอุปกรณ์สำคัญของซุยกะหายไปไหน แต่มีขวานเล่มใหญ่ติดตัวแทน


และสิ่งสำคัญ ทำไมถึงมาที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้ ซึ่งสังเกตจากสายตาที่ขวางแล้ว คงไม่ใช่มาคุยเล่นดื่มเหล้าสาเกชมราตรีด้วยกันแน่


“เธอสินะ ราชินีแห่งโลกวิญญาณและเจ้าของฮาคุเกียโรว ไซเกียวจิ ยูยูโกะ” ซุยกะชี้ตรงไปที่ยูยูโกะและเลื่อนชี้ไปที่อายะ “แล้วนั่น ใช่คนสวนครึ่งมนุษย์ครึ่งวิญญาณ คอนปาคุ โยวมุ หรือเปล่า...ผิดกับที่เคยได้ยินมากเลยนะเนี่ย...”

“เธอผู้นี้คือนักข่าวประจำหนังสือพิมพ์บุนบุนมารุ ชาเมย์มารุ อายะ จ๊ะ” ยูยูโกะเดินออกสะบัดแขนขวาตั้งฉากบังหน้าอายะ “ตอนนี้โยวมุกำลังพักผ่อนอยู่ ไม่ทราบว่า เจ้ามีธุระอะไรเหรอ?”


เพราะความจำที่ไม่ได้เรื่องของซุยกะ เมื่อได้ยินจบประโยคแล้ว เธอก็หัวเราะลั่น สร้างความแปลกใจให้ทั้งสองที่ยืนอยู่ ก่อนตบท้องตัวเองสองครั้งให้หยุดหัวเราะ


“หืม~ ธุระเหรอ ฉันขอพูดตรง ๆ เลยละกันนะ”

ซุยกะสะบัดแขนขวาเข้าหมุนตัวหนึ่งในสี่รอบหันกลับมาชี้ไปที่ยูยูโกะอีกครั้ง ประกาศถึงสิ่งที่ตนคิด


“ฉันจะฆ่าเธอ ไซเกียวจิ ยูยูโกะ...และแน่นอน ชีวิตของคอนปาคุ โยวมุกับชาเมย์มารุ อายะก็ต้องถูกปลิดชีพในที่แห่งนี้เหมือนกัน”


สายลมพัดใบไม้แห้งพัดผ่านทางเดินระหว่างซุยกะกับหนึ่งวิญญาณที่อยู่ข้างเทนกุ อายะก้มจับข้อมือซ้ายที่ปล่อยราบกับตัวที่สั่นอย่างน่าประหลาด เธอเงยหน้าขึ้นมองและต้องตกใจเห็นสิ่งหนึ่ง


เงาดำใต้ฝ่าเท้าซุยกะยืดแผ่เป็นเส้นแบนออกไปทางหลังห้าเส้น เงาพวกนั้นยืดขึ้นจากพื้นหล่อหลอมเป็นเงาเดียวกันปลดปล่อยกระจายออกเป็นไอควันไปหาเหล่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้า  ตาของอายะเบิกกว้างสั่นเซถอยหลังทรุดนั่งกับพื้นทันทีที่ไอเหล่านั้นผ่านรอบตัวเธอไป ในช่วงของการสืบหาข้อมูลเหตุการณ์วันฟ้าทมิฬในเกนโซวเคียวนั้นมีบุคคลผู้หนึ่งที่เคยเผชิญหน้ากับมิโกะรัตติกาลมาก่อนได้บอกกับเธอว่า ออร่าที่เรย์มุปลดปล่อยออกมา จะทำให้ผู้ที่เห็นเป็นอัมพาตชั่วคราวเพราะถูกความกลัวปกคลุม นอกจากนี้ ยังบอกข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งว่า คนที่ถูกเรย์มุควบคุมคาดว่าจะได้รับออร่าเช่นเดียวกัน แต่ความเข้มข้นของออร่าเจือจางกว่าและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้


อายะทราบถึงเรื่องนั้นดี แต่ไม่คิดว่า มันจะรุนแรงถึงเพียงนี้...การที่ซุยกะปลดปล่อยไอออร่านี้ได้ หมายความว่าซุยกะในตอนนี้กลายเป็นพวกของเรย์มุไปเสียแล้ว และถึงจะเป็นระดับลูกน้อง แต่สามารถทำให้เธอตัวสั่นได้ ถ้าได้เผชิญหน้ากับเรย์มุแล้ว เธอจะเป็นอย่างไร...


นี่หรือ...ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับของทุกคนที่เคยเผชิญหน้ากับเรย์มุ แต่ไม่สามารถแสดงออกได้...


“ดูถ้าตอนนี้ ข้าจะถอนตัวไม่ได้เสียแล้วสินะ...” เสียงของยูยูโกะดังดึงสติอายะออกจากความกลัว เธอถอยหายใจเดินออกไปข้างหน้าพร้อมกับสะบัดแขน พัดสีดำสนิทไหลออกจากแขนเสื้อขวากางออก อายะเห็นเช่นนั้นตกใจลุขึ้นไปหายูยูโกะ

“จะให้ดิฉันช่วยไหมคะ?”

“ไม่ต้องหรอกจ๊ะ” ยูยูโกะยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มนั้นเผยให้เห็นถึงปีศาจร้าย “ในเมื่อแขกมาเยือนทั้งที ข้าต้องต้อนรับเขาอย่างดี ไม่ให้มีอะไรตกหล่นหรือไม่ทำให้เค้าไม่พอใจ และที่สำคัญ ข้าต้องรีบจัดการให้จบ ไม่งั้นลูกสาวสุดรักจะตกใจตื่นน่ะสิ”


เมื่อจบประโยค ประสาท, อารมณ์ขันกับความสนใจของยักษ์สาวก็กระตุ้นให้เธอเอนคอฉีกยิ้มเห็นฟันเขี้ยวเหมือนตัวตลกแสนบ้าคลั่ง


“เห~ พูดได้ไม่เลวนี่นา ไม่รู้นะเนี่ยว่าเธอมีลูกด้วย ถ้างั้น ช่วยทำให้ฉันสนุกหน่อยเหมือนกับคำพูดแสนหวานนี้ด้วยละกัน”
 
ซุยกะฉีกยิ้มกว้างขึ้น และหยิบขวานสะบัดควงเหนือศีรษะหนึ่งรอบชี้ไปที่ยูยูโกะ


“และจงเตรียมใจกลายเป็นเถ้าถ่านไปซะ!”


-------------------------------

edit @ 25 Dec 2008 12:34:49 by kura